เรียนภาษาไทย-ติวO-NETสังคม : โคมล้านนา ศิลปะงานช่าง ในศาสนา
โคมล้านนา ศิลปะงานช่าง ในศาสนา
ความเป็นมา
โคมไฟล้านนา หรือโกมล้านนา
เป็นงานหัตถกรรมพื้นเมืองจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาและได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเพื่ออนุรักษ์ให้คงอยู่สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันในภาคเหนือ
ด้วยเหตุที่การดำรงชีวิตของคนล้านนาผูกพันกับศาสนา
การสร้างผลงานทางศิลปะจึงมีแรงบันดาลใจจากความศรัทธา
ปัจจุบันชาวล้านนานิยมนำมาใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในงานประเพณียี่เป็ง หรือ
ประเพณีลอยกระทง นิยมจุดโคมค้าง หรือโคมที่ติดแขวนไว้บนที่สูง ทำด้วยไม้ไผ่และกระดาษสร้างเป็นโคมทรงกลมหักมุมเรียกว่า
"โคมรังมดส้ม"
ใช้ประดับตกแต่งมีเทียนและประทีปเพื่อเป็นการสักการะบูชาพระพุทธเจ้า
ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง (ยี่เป็งล้านนา)
และเชื่อว่าเป็นการบวงสรวงพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์
ซึ่งถือว่าเมื่อได้กระทำเช่นนี้แล้ว แสงประทีปจากโคมจะช่วงส่งประกายให้การดำเนินชีวิตเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข
ชาวล้านนาจึงนิยมปล่อยโคมไฟขึ้นฟ้าและจุดประทีปตามบ้านเรือนในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้โคมไฟมาทำเป็นเครื่องประดับตามอาคารบ้านเรือน
และสถานที่ต่าง ๆ เพื่อความสวยงาม อีกทั้งยังช่วยสืบสานและอนุรักษ์เอกลักษณ์งานหัตถกรรมโคมล้านนาให้คงอยู่สืบ
โคมล้านนาประเภทต่าง ๆ
และงานช่างในการทำโคมล้านนา
โกมผัด หรือ โคมหมุน (ภูมิปัญญาการใช้แรงดันอากาศ)
สองปันนาได้หนีอพยพเข้ามาในภาคเหนือ
เป็นพวกลื้อ มอญ ซึ่งได้นำประเพณีการทำโคมผัดเข้ามา เวลามีงานประจำปีหรืองานตามวัด
ก็ได้ทำโคมผัดตั้งไว้ให้คนดูแทนหนัง ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีภาพยนตร์
โคมผัดจึงคล้ายหนังตะลุง มีลักษณะทรงกระบอกกว้าง 12 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว หุ้มด้วยกระดาษสาหรือกระดาษสีขาว โคมนี้สามารถหมุนได้
ทางภาคกลางจึงเรียกว่า "โคมเวียน"
ด้านในจะมีไม้หรือด้ายโยงเข้ามาแกนกลาง ซึ่งทำเป็นมุมแหลมดังหัวจรวด
ใส่ไว้ในก้นถ้วยหรือภาชนะที่มีร่องกลมพอเหมาะเพื่อให้โคมผัดหมุนไปรอบ ๆ
ด้วยแรงเทียน เมื่อจุดเทียนซึ่งติดตั้งไว้กลางโคมความร้อนจากเปลวเทียนจะไปกระทบแถบกระดาษและผลักให้ส่วนที่เป็นโครงครอบนั้นให้หมุนจะทำให้เห็นเงาปรากฏเป็นรูปต่าง
ๆ เวียนไปรอบ ๆ ซึ่งนับเป็นนิทรรศการในลักษณะของโบราณอย่างง่าย ๆ สำหรับในปัจจุบัน
โคมผัดได้มีการประยุกต์ใช้แรงหมุนจากแรงเทียนมาใช้เป็นแรงจากมอเตอร์ไฟฟ้าแทน
เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และง่ายต่อการเก็บรักษา
การทำโคมผัดสะหล่า (ช่าง)
จะหาไม้ไผ่ที่เหนียว เช่น ไผ่บง ไผ่สีสุก ไผ่ซาง ฯลฯ
อย่างใดอย่างหนึ่งมาจักเป็นตอกกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรยาวประมาณ
30 เซนติเมตร พยายามเหลาให้บางที่สุด จำนวน 12-14 เส้น แล้วแต่สะหล่าจะทำ
หลังจากนั้นในสมัยก่อนจำใช้ใบลานมาเหลาเป็นเส้นตามความยาวของซี่ที่ทำไว้
แต่ให้ความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร
มาติดซี่ไม้ให้แนบสนิททุกอันเตรียมไว้
(ตัวในลานนี้เองจะเป็นเสมือนใบพัดที่ต้ามลมให้โกมผัดหมุน
แต่ปัจจุบันจะใช้แผ่นฟลอยด์ที่ทนความร้อนแทนใบลาน)
เมื่อได้ซี่ไม้แล้ว ต่อไปจะหาไม้ที่มีนํ้าหนักเบา
เช่น ไม้ปอ ไม้สา ไม้งิ้ว (นุ่น) มาเป็นหัวโกมผัด โดยการเหลาให้กลม
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร
ยาวประมาณ 7
เซนติเมตรทำตรงกลางให้ป่องออกมาคล้ายหัวจ้อง (ร่ม)
ตรงกลางป่องนี้เองเจาะรูเท่ากับขนาดของซี่ไม้เพื่อนำซี่ไม้มาสอดติด
การเจาะรูดังกล่าวต้องให้เอียงประมาณ 45 องศาทุกรู
เสร็จแล้วนำเส้นตอกที่ติดใบลานมาสอดติดกาวให้หัวซี่ไม้ติดกับรูหัวโกมผัดให้แน่นทุกซี่โดยรอบ
ก็จะได้โครงหัวโกมผัดมีลักษณะคล้ายหัวจ้อง (ร่ม) ต่อไปทำสายร้อยผูกดึง
การทำสายร้อยผูกดึง คือ
การที่นำด้ายเหนียวมาผูกซี่ไม้แต่ละซี่ให้ห่างกันตามความต้องการหรือความเหมาะสม
เพื่อให้ไม้ซี่ดึงกันและกันคล้ายเฝือก
จุดที่จะร้อยคือตรงกลางซี่โดยรอบและสุดท้ายอหรือปลายซี่โดยรอบ
ก็จะโครงหัวโกมผัดลงตอกตะปูให้แน่น
ต่อไปนำหัวโครงโกมผัดลองวางบนเสา
เพื่อจะทำวงด้านล่างและโครงด้านข้าง โดยการวัดขอบวงบนได้เท่าใด นำมาเป็นขนาดวงล่าง
แล้วงนำไม้ตอกมาขดเป็นวงตามขนาดวงบนแล้ววางที่พื้นเพื่อสานด้ายและเสาคํ้า
การทำเสาคํ้าจะนำเส้นตอกยาวเท่ากับความสูงของวงบนและวงล่าง
เส้นตอกดังกล่าวจะเหลาให้บางเบาจำนวน๖ เส้นนำมาผูกเชื่อมวงบนและล่าง
เป็นระยะห่างเท่าหันโดยรอก ก็จะได้โครงโคมผัดมีลักษณะด้านบนเป็นซี่ไม้
ด้านข้างเป็นซี่ไม้ ๖
เส้นด้านล่างมีปากเป็นวงกลม เสร็จแล้วนำด้ายเหนียวมาขึงจากข้างลงมาผูกขอบด้านล่างย้อนสลับขึ้นไปเป็นฟันปลาโดยรอบ
ให้เป็นรูปทรงกระบอก ทดลองหมุนโครงซี่ไม้เมื่อเที่ยงตรงดีแล้วต่อไปก็ทำเข็ม
การทำเข็มสมัยก่อนจะใช้ไม้แข็ง
เช่นไม้เกล็ด หรือเขาสัตว์มาเหลาแต่ปัจจุบันมีเหล็ก หรือเข็มหมุด
จึงใช้เหล็กแทนไม้ โดยการตัดเหล็กหรือเข็มหมุดยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ฝังไว้ตรงจุดศูนย์กลางแกนหัวโครงให้แน่น
แล้วทดลองนำมาวางบนหัวเสา โดยให้เข็มอยู่บนศูนย์กลางหัวเสาให้มากที่สุด ทดลองหมุนเบาๆ
เมื่อได้ที่แล้วจึงทำหม้อง (หลุมเล็ก) ฝังวัสดุที่มีลักษณะลื่นไหล
เรียกว่าตั๋วมื่น (ตัวลื่น)
สมัยโบราณตัวลื่นจะทำด้วยแผ่นหินเล็กๆนำมาฝนให้หน้าเรียบ
ต่อมาเปลี่ยนเป็นเศษเครื่องปั้นดินเผาที่มีผิวเป็นมัน ต่อมา เมื่อมีขวดหรือแก้ว
จะใช้เศษขวด เศษแก้วมาทำเป็นตัวมื่น โดยการทุบให้เป็นแผ่นกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณครึ่งเซ็น
นำมาฝังในรูหัวเสาเพื่อรองรับเข็ม เมื่อฝังตัวมื่นแล้วต่อไปทดลองนำหัวโกมผัดมาวาง
โดยให้ปลายเข็มวางบนตัวมื่น ลองใช้มือหมุนดูว่าคล่องตัวหรือไม่
เมื่อได้ที่แล้วต่อไปทำตัวละคร
การทำตัวละคร แต่ก่อนนิยมทำรูปตั๋วเปิ้ง
(รูปสัตว์ตามปีต่างๆ) จนครบ ๑๒ปี
ตั้งแต่รูปหนู วัว ไปจนถึงรูปหมู เพื่อแสดงว่าในแต่ละรอบ ๑๒ ปีนั้นมีอะไรบ้าง โกมจะผัดหมุนเวียนให้เห็น
ความเป็นไปอายุขัยของคนเราย่อมหมุนเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดยั้ง
จนกระทั่งวันตาย บางคนทำเป็นรูม้าวิ่ง ชาวนากำลังไถนาบ้าง เป็นรูปนกบินบ้าง
เป็นรูปเสือไล่กวางบ้าง
วิธีการทำตัวละคร
สะหล่าจะตัดกระดาษให้เป็นรูปที่ต้องการ
แล้วนำมาติดกับโครงเส้นด้ายด้านข้างของโคมผัดเพื่อบังแสงไฝสะท้อนเงานออกมาติดฉากวงกลมล้อมตัวโกมผัด
บางคนก็ทำเป็นกล่องสี่เหลี่ยม แต่ในที่นี้จะขอพูดถึงแบบวงกลมเท่านั้
การทำฉากรับเงาภาพแบบวงกลม
สะหล่าจะวัดด้านนอกของตัวโกมผัดออกมาประมาณ ๘ – ๑๐ นิ้ว
นำเส้นตอกมาม้วนเป็นวงกลมสองวง ตามขนาดที่วัดไว้แล้ว ตัดไม้ขนาดกว้าง ๑ เซนติเมตร
สูงเท่ากับตัวกลมผัดืหรือสูงกว่าเล็กน้อยเพื่อตกแต่งก็แล้วแต่สะหล่า
ตัดไม้ดังกล่าวจำนวน ๖ อัน
มาทำเป็นโครงข้าง ผูกเป็นเสาเชื่อมวงกลมไม้ด้านบนและล่าง โดยให้เสาห่างมีระยะเท่าๆ
กัน ก็จะได้โครงฉากไม้ทรงกระบอก ทดลองวางคร่อมตัวโคมผัดดู
เมื่อเห็นว่าโครงฉากโคมผัดได้ที่แล้วนำกระดาษสาสีขาวแผ่นบางมาติดโดยรอบตัวโครงฉากให้ทั่ว
ก็จะได้ฉากวงกลมล้อมรอบตัวโคมผัด
เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยทุกขั้นตอนแล้ว
ก็จะเป็นการจุดไฟทดลองโคมให้ผัด โดยการจุดเทียนเล่มขนาดเท่าหัวแม่มือวางไว้ใกล้ๆ
เสาภายในโคมผัด เมื่ออากาศภายในโคมผัดร้อน จะลอยตัวขึ้น อากาศรอบ ๆ จะพัดเข้าหา
ปะทะกับซี่โครงด้านบนให้โคมหมุน ขณะที่โคมหมุนแสงไฟจากเทียนจะส่องเอาภาพต่างๆ
ที่เคลื่อนไหว เช่นเสือไล่กวาง ม้าวิ่ง เป็นต้น