Featured post

เรียนภาษาไทย-ติวO-NETสังคม : เด็กไทยติดSEXจริง?

เด็กไทยติดSEXจริง?


 แก้ไขอ่านเขียนไทยไม่ออก เรียนพิเศษภาษาไทย เรียนอ่านเขียนไทยประถม เรียนพิเศษส่วนตัวภาษาไทย หาที่เรียนภาษาไทย ครูสอนพิเศษภาษาไทย หาครูสอนภาษาไทย  สอนอ่านภาษาไทย  สอนภาษาไทยเด็ก  สอนภาษาไทย  สอนพิเศษภาษาไทย  เรียนอ่านภาษาไทย  เรียนพิเศษสังคม  เรียนพิเศษภาษาไทย  เรียนพิเศษ ไทย สังคม   รับสอนพิเศษภาษาไทย  ติวภาษาไทย  ครูสอนภาษาไทย  ครูสอนพิเศษภาษาไทย ติวโอเน็ตสังคม ครูเดช O-NETสังคม  ติวO-NETสังคมฟรี หาวิทยากรติวโอเน็ต
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/

เห็นข่าวท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยุคประชาธิปัตย์ ที่ชื่อ “ธีระ สลักเพชร” ออกมาปรามาสเด็กไทย ตอนหนึ่งว่า “สภาพสังคมไทยปัจจุบัน เด็กและเยาวชนไทย มีค่านิยม ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก คือ ติดมือถือ การพนัน เซ็กส์และแฟชั่น ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ไม่สนใจศิลปวัฒนธรรม ไม่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือเป็นการติดหล่มกับชีวิต เกิดสังคมที่มีความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย สังคมปัจจุบันเน้นวัตถุนิยม บริโภคนิยม ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาคนไทยไม่พึ่งพาตนเองเกิดขึ้น
        ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือ การที่เด็กไทยหันไปชื่นชมศิลปวัฒนธรรม ต่างประเทศ โดยเฉพาะเสพวัฒนธรรมจากประเทศเกาหลี ซึ่งคิดว่าสาเหตุที่ประเทศไทย ไม่มีความเข็มแข็งทางวัฒนธรรม เนื่องจากคนไทยมีการศึกษาน้อย ทำให้ไม่มีภูมิคุ้มกันทางด้านการรับวัฒนธรรมต่างชาติ ดังนั้นเราต้องมีการตั้งหลักในการพัฒนาการปลูกฝังวัฒนธรรมไทยกันใหม่ เพื่อให้คนไทยกลับมาสนใจวัฒนธรรมของชาติ”

        ขออนุญาตยกทั้งประโยคจากข่าว http://www.innnews.co.th/social.php?nid=186326 ที่ท่านรมต.คนนี้ได้บรรยายพิเศษเอาไว้ในหัวข้อ “ศิลปวัฒนธรรมกับการจัดการการศึกษา” ณ หอประชุมสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ มาให้ท่านผู้อ่านได้ลองอ่านเพื่อจะได้ทำความเข้าใจกับข่าวเสียก่อน

        แต่สำหรับผม อ่านแล้วบอกได้เลยว่า “ใจหาย”

        ไม่ใช่ใจหายเพราะพฤติกรรมเด็กไทยตามที่ท่านรม ต.เล่ามา แต่ “ใจหายกับความคิดอย่างมีอคติต่อเด็ก ไทย” ที่ท่านได้ สื่อออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะสิ่งที่ท่านพูดออกมานั้น ดูเหมือนว่าเด็กผิด ทำโดยไม่ลืมหูลืมตา แต่พวกท่านเองจะลืมไปรึไม่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะผู้ใหญ่ได้ไม่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กเอาไว้

        จริงอยู่ว่าสภาพสังคมปัจจุบันนี้ เด็กไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งความคิด การสื่อสาร และการกระทำ แต่นั้นก็เป็นเพราะ “สื่อ” และ การป้อนข้อมูลให้แก่เด็กของผู้ใหญ่ไม่ใช่หรือ ที่ไม่ได้สร้าง “ภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม” ไว้ให้ ลองไปดูในบางจังหวัด ทำไมผู้ใหญ่ที่นั่นถึงสามารถรักษาวัฒนธรรมประจำถิ่นนั้นๆเอาไว้ได้ แต่ทำไมคนในเมืองถึงรักษาไว้ไม่ได้ เป็นเพราะการปลูกฝังในค่านิยมและธรรมเนียมเดิมน้อยลงไป ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น หากมองดูจะเห็นว่า สังคมเมืองการเอาใจใส่บุตรหลานน้อยลง เพราะต้องเอาเวลาไปทำมาหากิน ปล่อยให้เด็กอยู่กับสื่อเองมากเกินไป จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งนั้นถูก สิ่งนั้นควร นี่หรือเปล่าที่เป็นต้นเหตุ
  ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่า “สื่อ” ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ท ไม่ดี แต่หมายถึง “สมรรถภาพ ในการรับสาร” นั้น สามารถแยกแยะดีหรือชั่ว ไม่มากแค่ไหนต่างหาก ซึ่งนั้นก็อยู่ที่การเลี้ยงดูเป็นหลัก
        และการที่ท่านบอกว่า เด็กสมัยนี้เสพวัฒนธรรมเกาหลีจนทำให้วัฒนธรรมไทยหายนี่ ผมว่าเราคงลืมอะไรไปหรือเปล่า
        อะไรล่ะที่ว่ามันหายไป
        วัฒนธรรมต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็จะเข้ามาเป็นพักๆ เมื่อหมดยุค เลิกเห่อ ก็จบกันไป ครั้งหนึ่งพวกท่านผู้ใหญ่เองก็คงจะเคยไว้ผมยาวแบบ “ฮิปปี้” หรือแต่งตัวแบบวง “เดอะบิทเทิ้ล” แล้ว นั่นไม่เรียกว่าการ “เสพวัฒนธรรมอังกฤษ” จน เกินไปหรือ หรือช่วงหนึ่งวัฒนธรรมแบบญี่ปุ่นก็เข้ามา ทั้งทางการแต่งตัว แฟชั่น และดนตรี เมื่อวันนึง ยุคสมัยเปลี่ยนไป มันก็กลายเป็น “ชาติอื่นที่เราคิดว่าทันสมัยกว่านำเข้ามา” จนเกิด เป็นกระแสให้คนทำตามอย่างกัน ถ้ามองอย่างนี้ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ
        และไอการที่มาบอกว่า “คน ไทยการศึกษาน้อย” ทำ ให้เลียนแบบวัฒนธรรมต่างชาติมาก “ขอเถียงอย่างสุดลิ่ม!” พวกคนที่เรียนจบต่างประเทศ คนที่การศึกษาสูงและมีโอกาสได้เห็นในสิ่งแปลกใหม่ นั่นคือพาหะนำสิ่งที่คุณว่ากันว่าไม่งามเข้ามาอย่างเต็มๆ เพราะการที่เขาได้ออกไปเปิดโลกทัศน์ในต่างชาติ ย่อมได้เห็นวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ ซึ่งหากมองว่าดี เช่นการแต่งกายในแบบต่างๆ ก็จะนำมาสวมใส่ ยิ่งคนแบบนี้หากเป็นคนมีชื่อด้วยแล้ว เมื่อผ่านออกทีวี คนดูก็จะเห็น พ่อค้าก็นำไปคิด สร้างแบบเสื้อผ้าออกมา ให้คนอีกระดับหนึ่งใส่ ซึ่งคนเหล่านั้นได้เสพสารมาแล้ว เมื่อมาเห็นของที่เราดูมีขาย ก็ต้องซื้อใส่ให้ทันสมัย เป็นธรรมดา
        ถามว่าคนเหล่านั้น (เด็กที่จบ หรือไปต่างประเทศ) ผิดหรือ ก็ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องที่เขาสามารถทำได้ เป็นสิทธิ ฉะนั้นเรื่องการศึกษา ขออย่างอ้างอีกเลย มันจะทำให้เห็นว่าโลกทัศน์ผู้พูดนั้นแคบมาก
        แล้วอะไรล่ะที่ว่ามันหายไป
        ถ้าพูดเรื่องนี้แล้วก็ต้อง ย้อนไปถึงสมัยนึงที่มี “ผู้นำบ้าฝรั่งคนหนึ่ง” นำวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามายังประเทศสยาม แล้วออกกฏหมายให้คนในชาติ เลิกทำเช่นนั้น เช่นนี้ ห้ามเล่นลิเก ลำตัด ดนตรีไทย ให้ใส่หมวกออกจากบ้าน ให้แต่งตัวเหมือนกับพวกหัวทองเขา อย่างนี้มันใช่หรือเปล่ากับการทำลายวัฒนธรรมสยาม ที่ต้องบอกว่า ถ้าจะแก้ให้กลับมาเหมือนเดิมนั้น ผ่านมา ๕๐ กว่า ปี แล้ว “คงแก้ยากเต็มทน”
        มีบางคนที่อนุรักษ์สิ่งนั้นไว้อยู่ทำไมท่านไม่ไป เชิดชู ทำให้เป็นข่าวสิ “มามัวด่าเด็ก แต่ตัวเองก็ใส่สูทผูกไทด์ไปทำงาน มันต่างกันตรงไหนล่ะ”
        บางคนพยายามรักษาดนตรีสมัยเก่า วงสมัยใหม่บางวงก็นำมาประยุกต์ใช้กับเพลงให้ดูไพเราะ บางอำเภอ บางหมู่บ้าน ทางภาคเหนือเขาอนุรักษ์ภาษาถิ่น วัฒนธรรมการแต่งกายแบบพื้นเมืองเวลาไปงานบุญ มันก็ยังมีอยู่ แต่ “ผู้ใหญ่เองไม่เห็น” และนำมาเป็นตัวอย่างให้สังคม ได้เห็น ได้รับรู้
        พูดถึงตรงนี้ก็ต้องว่าเรื่องของคนทำธุรกิจกัน ด้วย สิ่งที่เป็นปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่อง “เพศ สัมพันธ์” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากเด็กเสมอไปนะ บางทีขอให้ลองไปดูฉากบางฉากในละครน้ำเน่า ก่อนและหลังข่าว ที่ว่าจัดเรตติ้งไปแล้ว ก็ยังเห็นเด็กนั่งดูกันหน้าสลอน ฉากจูบ โดดขึ้นเตียง ปล้ำกัน ก็เห็นมีอยู่แทบทุกช่อง จะมาโทษผู้ปกครองไม่ดูแลอย่างเดียวไม่ได้
        คุณจะมาอ้างว่ามันต้องเห็นเนื้อหนัง มีฉากหวิวนิดๆแล้วจะขายดี ผมเห็นบางเรื่องไม่มีจูบ ตบ ก็เป็นละครที่ดีเยอะ ทำไมไม่ทำกันล่ะครับ มิวสิควีดีโอ และเพลงก็สำคัญ ผมเคยเห็นมิวสิควีดีโอบางเพลง คนร้องก็ร้องได้น่า...เป็นอย่างมาก ขณะที่ในแต่ละฉากของเรื่องเดียวตัดภาพไปที่เตียงๆๆ เด็กๆมันจะคิดอย่างไรกันล่ะ “นายทุนเองก็ต้องสำนึก ถึงสังคมด้วย”
        ส่วนที่บอกว่าคุณธรรมจริยธรรมของเด็กนั้นต่ำลง ขอร้องเถอะ อย่ามาโยนบาปให้เด็กเลย ขอให้ท่านกลับไปดูใกล้ตัวอย่าง “ผู้ใหญ่ในสภาล่ะนั่น มันทำตัวอย่างให้เด็กดีอยู่รึยัง!”

ที่มาจาก :  vcharkarn.com

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ดาวน์โหลด"มานะมานี" แจกไฟล์ตำราเรียนฟรี

แจกฟรีแบบฝึกหัดภาษาไทยมานะมานี ป.1

กทม. 6 โซน : เพื่อวางแผนเส้นทางการสอนสำหรับติวเตอร์