เรียนต่อแดนอาทิตย์อุทัย ภาษาญี่ปุ่นต้องแข็งแรง

เรียนต่อแดนอาทิตย์อุทัย ภาษาญี่ปุ่นต้องแข็งแรง

           ญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และประเพณีที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันที่จะได้ไปเยือน หรือไปศึกษาต่อ ก่อนที่น้องๆ จะตัดสินใจว่าจะไปดี หรือไม่ เรามาดูกันก่อนมั้ยคะว่า ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เหมือนหรือแตกต่างจากประเทศไทยไ หากจะพูดถึงประเทศที่เป็นหนึ่งทางด้านเทคโนโลยีแล้วละก็ น้องๆหลายๆคน คงจะนึกถึงประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก เนื่องจากญี่ปุ่นนั้น มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทันสมัยที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี นอกจากเทคโนโลยีเป็นเลิศแล้วก็ยังมีภาษาใช้ที่เป็นของตนเองอีกด้วย ซึ่งเป็นภาษาที่น่ารักมากๆ ภาษาหนึ่งในโลก ทำให้คนไทยหลายคนเลือกที่จะเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่สาม นอกจากนั้นแล้วญี่ปุ่นยังมีเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และประเพณีที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ใครหลายๆคนใฝ่ฝันที่จะได้ไปเยือน หรือไปศึกษาต่อ ก่อนที่น้องๆ จะตัดสินใจว่าจะไปดี หรือไม่ เรามาดูกันก่อนมั้ยคะว่า ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เหมือนหรือแตกต่างจากประเทศไทยไหม ญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะ ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะต่าง ๆ กว่า 6,800 เกาะ เกาะเหล่านี้มีเกาะใหญ่ๆ อยู่ 4 เกาะหลักคือ ฮอกไกโด (Hokkaido) ฮอนชู (Honshu) ชิโกกุ (Shikoku) และคิวชู (Kyushu) เกาะฮอนชูนั้นเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ประเทศเพื่อนบ้านของญี่ปุ่นคือ เกาหลี รัสเซีย และจีน ทะเลของญี่ปุ่นนั้นได้แบ่งทวีปเอเชียออกจากหมู่เกาะของญี่ปุ่น พื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นเปรียบได้กับประเทศเยอรมันนี หรือแคลิฟอเนีย เกาะด้านเหนือของญี่ปุ่นตั้งอยู่บนแนวละติจูดใกล้เคียงกับ มิลาน หรือพอร์ทแลนด์ ในขณะที่เกาะทางด้านใต้นั้นมีแนวละติจูดเดียวกับบาฮามัส เกาะต่างๆจะเรียงรายเป็นแนวยาวจากด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ของมหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของโลก ก็เลยเป็นที่มาของชื่อ " ดินแดนอาทิตย์อุทัย " นั่น เอง ประเทศญี่ปุ่นมีพื้นที่ประมาณ 377,800 ตารางกิโลเมตร มากกว่า 50% ของพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขา และเนินเขา และปกคลุมด้วยป่าไม้ แบ่งเป็น 5 ภาค เรียงจากเหนือลงมาคือ โทโฮะกุ (Tohoku) คันโต (Kanto) จูบุ (Chubu) คิงคิ (Kinki) และจูโงกุ (Chugoku) มีจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมด 47 จังหวัด แบ่งเป็นเมืองต่าง ๆ รวมทั้งหมดมากกว่า 650 เมือง โดยมีโตเกียวเป็นเมืองหลวงของประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 ความยาวจากเหนือจรดใต้ ประมาณ 2,800 กิโลเมตร น้องๆทราบกันหรือเปล่าว่า ญี่ปุ่นเนี่ยมีขนาดเล็กกว่าไทยประมาณ 0.7 เท่า แต่มีประชากรมากกว่าเราถึง 2 เท่า แล้วเค้าจะแออัดกันขนาดไหนนะ
           ส่วนอากาศที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ในแต่ละภาคของประเทศ จะมีอากาศที่แตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่นนั้นทอดเป็นแนวยาว หากน้องๆ ไม่ชอบอากาศหนาวๆ ละก็ อย่าขึ้นไปถึงฮอกไกโดทีเดียวเชียวนะ เพราะยิ่งสูง มันยิ่งหนาว....
ภูมิอากาศของเมืองหลักๆ รวมทั้งโตเกียวนั้นประกอบไปด้วย 4 ฤดู
คือ
ฤดูหนาว
ประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
ฤดูใบไม้ผลิ
ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ฤดูร้อน
ประมาณเดือนมิถุนายน - สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง
ประมาณเดือนกันยายน – พฤศจิกายน ช่วงที่มีฝนตกมากที่สุดอยู่ในเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม ช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่นจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน ช่วงที่ร้อนที่สุดคือเดือนสิงหาคม ฤดูใบไม้ผลิ (ฮารุ) มีอากาศที่สบาย น่าอยู่อาศัย ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกใบ ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิมีดอกซากุระบานสะพรั่ง ไล่จากคิวชูไปจนถึงฮอกไกโดเป็นที่สุดท้าย ฤดูร้อน (นัตซึ) อากาศค่อนข้างร้อนแบบชื้น เหนอะหนะ ฤดูใบไม้ร่วง (อะกิ) อากาศแห้งและเย็นสบาย ใบไม้กลายเป็นสีเหลืองทอง ในขณะที่ฤดูหนาว (ฟุยุ) อากาศค่อนข้างหนาวเย็น ภูมิอากาศของเกาะฮอกไกโดจะหนาวกว่า และพายุหิมะจะเกิดบ่อยครั้งช่วงฤดูหนาว ส่วน โอคินาวา (Okinawa) อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ที่ 16 องศาเซลเซียสในเดือนมกราคม เวลาในญี่ปุ่นจะเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
ภาษาที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น
แน่นอนนั่นก็คือภาษา ญี่ปุ่น เป็นภาษาเดียวที่ใช้ทั่วประเทศ แต่ว่าจะมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะมีภาษาท้องถิ่นของตนเอง ภาษาอังกฤษ จะใช้ได้บ้างก็เฉพาะในบริเวณสนามบิน โรงแรมใหญ่ ๆ หรือสถานที่ราชการบางแห่ง ที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับคนต่างชาติ แต่โดยทั่วไปแล้ว กล่าวได้ว่า คนญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีจะมีน้อยมาก เด็กนักเรียนญี่ปุ่นจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เมื่ออยู่ชั้น ม.1 ( เกรด 7 ) และด้วยระบบการสอนที่เน้นการให้ข้อมูล การท่องจำเพื่อสอบแข่งขันมากกว่าการใช้ในชีวิตจริง จึงทำให้เด็กญี่ปุ่นไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่อาจจะเขียนและอ่านได้ดีกว่า ดังนั้นหากคนไทยเราไปญี่ปุ่น โดยที่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลย ก็อาจลำบากในการใช้ชีวิตที่นั่นมากเลย ส่วนตัวอักษรของภาษาญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลการเขียนตัวอักษรแบบจีน และวัฒนธรรมจีนมา ตั้งแต่เมื่อคริสตศตวรรษที่ 7 และ 8 ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากตัวหนังสือที่ใช้อยู่ 3 แบบคือ
ฮิรางานะ
( Hiragana )
คาตากานะ
( Katagana ) และ
คันจิ
( Kanji )
ฮิรางานะ
( Hiragana ) และ
คาตากานะ
( Katagana ) นั้นประดิษฐ์ขึ้นในญี่ปุ่น จากการย่ออักษรจีนบางตัว ทั้งสองแบบมีตัวอักษรอย่างละ 46 ตัว และแสดงเสียงตามพยางค์ ส่วนคันจิ ( Kanji ) นั้นเป็นตัวอักษรจีน ซึ่งเป็นอักษรภาพที่แสดงความหมายในตัวเอง อักษรจีนที่ถูกใช้อยู่มีประมาณ 3,000 ตัว แต่จำนวนอักษรจีนที่ถูกระบุอย่างเป็นทางการ ว่าใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันมีเพียง 1,945 ตัวเท่านั้น ในการเขียนประโยคต่าง ๆ จะใช้อักษรจีนผสมกับอักษรแบบฮิรางานะ สำหรับชื่อสถานที่ ชื่อเฉพาะอื่น ๆ ที่มาจากอเมริกา ยุโรป และประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อักษรแบบจีน รวมถึงคำศัพท์เทคนิคซึ่งยืมจากภาษาต่างประเทศ จะเขียนด้วยอักษรคาตะกานะ ภาษาญี่ปุ่นอาจเขียนในแนวดิ่งจากข้างบนลงข้างล่างก็ได้ หรือจะเขียนตามขวางจากซ้ายไปขวาก็ได้
ญี่ปุ่นใช้เงินสกุลเยน
เงินเหรียญที่ใช้มีตั้งแต่ 1, 5 , 10 , 50 , 100 และ 500 เยนตามลำดับ ธนบัตรมีตั้งแต่ 1,000 , 2,000 , 5,000 และ 10,000 เยน การคมนาคมในประเทศญี่ปุ่นนั้นสะดวกสบายเป็นอย่างมาก เช่นรถไฟ และรถไฟใต้ดินเครือข่ายรถไฟของญี่ปุ่นเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพมาก และให้บริการทั่วถึงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีตารางเวลาที่หนาแน่นและตรงเวลา ทั้งยังสะอาดและการเดินทางด้วยรถไฟถือว่าปลอดภัยและสะดวกสบายจึงเป็นที่นิยม มากที่สุด แต่การเดินรถที่ไทยกับที่ญี่ปุ่นไม่เหมือนกัน ที่ญี่ปุ่นจะมีรถไฟหลายประเภท จะมีทั้งที่จอดทุกสถานี หรือ จอดเฉพาะ สถานสำคัญ ๆ หรือ สถานีใหญ่ ๆ สำหรับเปลี่ยนรถเท่านั้น และตามสถานีรถไฟ ก็จะมี ห้องน้ำ ให้ด้วย ส่วนรถประจำทางก็สะดวกไม่แพ้รถไฟเลย รถประจำทางของญี่ปุ่นจะไม่มี กระเป๋ารถเมล์ เนื่องจากค่าแรงแพง ดังนั้น เวลาที่ขึ้นรถ ประจำจะต้องหยิบใบที่คล้ายกับตั๋วว่าจะลงที่ใด และนำไปนั้นส่งให้คนขับรถเวลาจะลง คนขับก็จะบอกราคา หรือมีอีกแบบคือ บอกสถานที่จะลงแล้วก็หยอดเงินลง ในเครื่องซื้อตั๋ว ที่อยู่บนรถ ก่อนที่จะเข้าไปนั่งส่วนทางในโตเกียว และเมืองใหญ่ ๆ จะเป็นพาหนะสำรอง มากกว่า เพราะการใช้รถไฟ และรถไฟใต้ดิน มีความสะดวก รวดเร็วและมีหลากหลาย เส้นทาง เชื่อมโยงกัน ให้ไปถึงจุดหมาย ได้ทุกหนทุกแห่ง ผู้คนส่วนใหญ่จะโดยสารรถเมล์ใน เส้นทางที่รถไฟ ไปไม่ถึง หรือโดยสารรถเมล์ มาที่สถานีรถไฟ

ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นนั้นแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ
           1. อนุบาล (อายุ 3-6 ปี) 2. ประถมศึกษา (อายุ 6-12 ปี) 3. มัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 12-15 ปี) 4. มัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 15-18 ปี) 5. วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย เด็กญี่ปุ่นทุกคนต้องเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 6-15 ปี เด็กจำนวนไม่น้อยเริ่มเรียนเร็วกว่าโดยเริ่มเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลในวัย 3 หรือ 4 ขวบ เด็กญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดจะเรียนจนกระทั่งอายุ 18 หลังจากนั้นประมาณสามส่วนของจำนวนเด็กจะก้าวสู่การศึกษาในระดับสูงขึ้น เด็กนักเรียนบางคนไม่เรียนในโรงเรียนมัธยมปลายที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะมีความรู้สึกว่าโรงเรียนบบางโรงเรียน และมหาวิทยาลัยบางแห่งดีกว่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยอื่น พวกเขาเชื่อว่านักเรียนที่เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ดีจะสามารถเข้า มหาวิทยาลัยที่ดี ซึ่งทำให้การได้งานที่ดีเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีการแข่งขันอย่างหนักเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนบางแห่ง ทุกโรงเรียนเลือกเด็กนักเรียนตามผลของการเข้าสอบ แต่ละโรงเรียนเป็นผู้ออกข้อสอบของตนเอง ข้อสอบของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากก็ยากมาก ฉะนั้นนักเรียนจำนวนไม่น้อยจึงเรียนพิเศษที่
โรงเรียนพิเศษ
(จูคุ) ในตอนเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อช่วยในการเตรียมตัวสำหรับสอบเข้า สำหรับนักศึกษาไทย การไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ก็มีทั้งการไปเรียนภาษา ปริญญาตรี-โท-เอก รวมทั้งหลักสูตรวิชาชีพชั้นสูง ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีทุนการศึกษามอบให้นักเรียนต่างชาติมากมาย น้องๆสามารถติดตามได้ในฉบับต่อๆไปนะคะ การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาทุกระดับในประเทศญี่ปุ่น ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นสื่อในการสอน แต่ก็มีบางสถาบันหรือบางหลักสูตรที่สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษ แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นนะคะ
ดังนั้นน้องๆ ที่ต้องการจะศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงของญี่ปุ่น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นอย่างเพียงพอ
ทั้งด้านการฟัง พูด อ่านและเขียน ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาต่างชาติส่วนมากจะศึกษาภาษาญี่ปุ่นก่อนอย่างน้อย 6 เดือนถึง 2 ปี ก่อนสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับสูงในประเทศญี่ปุ่น การเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น มีทั้งการเรียนในสถาบันเอกชนต่างๆ ซึ่งมีมากถึง 271 แห่ง ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น ( Association for the promotion of Japanese Language Education ) ซึ่งสถาบันเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบและประเมินผลทุก ๆ 3 ปี เพื่อควบคุมมาตรฐานและบริการที่มีคุณภาพแก่ผู้เรียน นอกจากนี้ ยังมีสถาบันภาษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยอีก 41 แห่ง ดังนั้น น้องๆ คนใดที่สนใจ ก็อาจเตรียมตัวเรียนภาษาญี่ปุ่น ที่เมืองไทยไปก่อนเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายนะคะ ฉบับหน้าเราจะมาดูกันถึงเรื่องของการเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศเจ้าของภาษา ถ้าใครสนใจก็ห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ
ที่มา นิตยสารการศึกษาอัพเกรด และ วิชาการดอทคอม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรียนภาษาไทยกับครูเดช : แก้ไขอ่านเขียนไทยไม่คล่อง

แนวข้อสอบและเฉลย O-NET วิชาสังคมศึกษาฯ : ศาสนา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ม.3

เรื่องย่อหลายชีวิต : พรรณี