เรียนภาษาไทย-ติวO-NETสังคม : วรรณคดีมรดกของไทยสมัยอยุธยา

วรรณคดีมรดกของไทยสมัยอยุธยา


สมัยอยุธยา (ประมาณ พ.ศ.  ๑๘๙๓ - ๒๓๑๐) กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๐ นับเป็นเวลายาวนานถึง ๔๑๗ ปี มีกวีและวรรณคดีจำนวนมาก  วรรณคดีแต่ละเรื่องล้วนมีคุณค่าเป็นมรดกสมควรรักษาไว้ตลอดไป ในที่นี้จะกล่าวถึงวรรณคดีบางฉบับ คือ ลิลิตยวนพ่าย ลิลิตพระลอ  สมุทรโฆษคำฉันท์ โคลงกำสรวล และบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ 
ลิลิตยวนพ่าย 
          เป็นกวีนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ สันนิษฐานว่า แต่งในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (ประมาณ พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๐๗๒) พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ตั้งแต่ ประสูติจนถึงการขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ณ  กรุงศรีอยุธยา เล่าถึงพระปรีชาสามารถในด้านการปกครอง การทหาร และการศาสนา จุดสำคัญที่สุดของเนื้อเรื่องคือ การทำสงครามกับยวนหรือเชียงใหม่ ซึ่งยกทัพมาตีหัวเมืองทางเหนือจนตีสุโขทัยได้ แล้วยกทัพต่อลงมาจะตีพิษณุโลก และกำแพงเพชร ดังนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงทรงยกทัพไปปราบหลายครั้ง กว่าจะได้รับชัยชนะ

          กวีนิพนธ์ลิลิตยวนพ่าย แต่งด้วยรูปแบบคำประพันธ์ ร่ายดั้นและโคลงดั้นบาทกุญชร ใช้ภาษาที่ประณีตงดงาม ศัพท์สูงส่งวิจิตร เต็มไปด้วยชั้นเชิงสูงด้านการใช้ภาษา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงลิลิตยวนพ่ายว่า

          "นับว่าเป็นหนังสือที่แต่งดีอย่างเอกในภาษาไทยเรื่องหนึ่ง เป็นพงศาวดารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เมื่อครั้งพระเจ้าติโลกราช (กษัตริย์) เมืองเชียงใหม่ลงมาตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ (สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ทรง    พยายามทำสงครามจนมีชัยชนะ เอาหัวเมืองฝ่ายเหนือเหล่านั้นคืนมาได้จึงเรียกว่า ยวนพ่าย"
    
          สารสยามภาคพร้อง กลกานท นี้ฤา
          คือคู่มาลาสวรรค  ช่อช้อย
         เบญญาพิศาลแสดง   เดอม กยรติ (เกียรติ) พระฤา
         คือคู่ไหมแส้งร้อย กึ่งกลาง
ลิลิตพระลอ 
          เป็นวรรณคดีสมัยอยุธยาที่คนไทยปัจจุบันรู้จักและคุ้นเคยมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับวรรณคดีเรื่องอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน

          เรื่องพระลอเป็นนิยายประจำถิ่นไทยภาคเหนือ เชื่อว่ามีเค้าโครงเรื่องเกิดขึ้นในแคว้นล้านนา ระหว่าง พ.ศ. ๑๖๑๖ - ๑๖๙๓ ปัจจุบัน  ท้องที่ของเรื่องอยู่ในจังหวัดแพร่และลำปาง   เนื้อเรื่องกล่าวถึงความรักของหนุ่มสาว (พระลอ  พระเพื่อน พระแพง) ที่มีอุปสรรคจนต้องยอมแลกด้วยชีวิต 

          ผู้แต่งและสมัยที่แต่งลิลิตพระลอไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอน แต่สันนิษฐานว่า คงแต่งในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือมิฉะนั้นคงเป็นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

          ลิลิตพระลอ มีผู้เรียกว่าเป็น "วรรณคดีบริสุทธิ์" เพราะมีลักษณะสะเทือนอารมณ์ที่ยอดเยี่ยม เป็นเรื่องโศกที่จบลงด้วยความตาย เป็นวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ยอดของวรรณคดีลิลิตเพราะแต่งดีอย่างวิเศษในด้านภาษา"  โคลงและร่ายของลิลิตพระลอจัดได้ว่า เป็นแบบฉบับหรือชั้นครูที่กวีรุ่นหลังนิยมยกย่องยึดถือ เช่น  การแต่งโคลงสี่สุภาพ ที่มีเสียงบังคับวรรณยุกต์เอก ๗ โท ๔ จะดูได้จากโคลงในลิลิตพระลอบทนี้

            เสียงลือเสียงเล่าอ้าง      อันใด รือพี่
            เสียงย่อมยอยศใคร         ทั่วหล้า
            เสียงเขือพี่หลับใหล        ลืมตื่น ฤาพี่
            สองพี่คิดเองอ้า               อย่าได้ถามเผือ

สมุทรโฆษคำฉันท์ 
          เป็นวรรณคดีมรดกอีกเรื่องหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น "ยอดแห่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์"

          กวีเอกของไทย ๓ ท่านได้แต่งเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยพระมหาราชครูรับกระแสพระราชดำรัสจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชให้แต่งในรัชสมัยของพระองค์ (พ.ศ. ๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)  พระมหาราชครูแต่งตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒  พอใกล้จะจบตอนที่ ๒ พระมหาราชครูได้ถึงแก่อนิจกรรม ดังนั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงพระราชนิพนธ์ต่อ แต่ก็ยังไม่จบ ทิ้งไว้จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงพระนิพนธ์ ต่อจนจบเรื่องครบทั้ง ๔ ตอน เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒

          สมุทรโฆษคำฉันท์ มีจุดประสงค์แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นบทพากย์หนัง เนื้อเรื่องได้มาจากสมุทรโฆสชาดกในปัญญาสชาดก กล่าวถึงการผจญภัยที่สนุกสนานตื่นเต้นของพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดี ที่ได้พระขรรค์วิเศษพาเหาะไปเที่ยว ยังที่ต่างๆ ได้ ครั้นพระขรรค์ถูกลักไป ทั้งสองก็ต้องพลัดพรากจากกัน ต่างผจญภัยต่อไปอีกจนสามารถกลับนครได้ เรื่องราวที่สนุกสนานตื่นเต้นนี้เหมาะสมกับการเล่นหนังให้คนทั่วไปชม นอกจากนี้ จิตรกรไทยได้นำไปวาดภาพลงบนผนังโบสถ์ เช่น ที่พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามและวัดดุสิตาราม กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

          นอกจากเป็นบทพากย์หนังแบบโบราณแล้วผู้แต่งสมุทรโฆษคำฉันท์ยังต้องการสะท้อนความเชื่อในพุทธศาสนาด้วย เช่น เรื่องกรรมเก่าบุพเพสันนิวาส ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีและภรรยา ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่ตามแบบอย่างของการเล่านิทานชาดกด้วย เช่น เล่าว่าในอนาคตชาติของนางพินทุมดีคือ นางพิมพาและพระสมุทรโฆษคือ พระพุทธเจ้า ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้
                 เยาวยอดยุพินทร์พิน     ทุมดีสุดาพงา
              คืออัครชายา                ยุพเยศยโศธร
             พระผู้บำเพ็ญโพธิ์             สมุทรโฆษธิเบศร
             คือพุทธชินวร                 วิสุทธิเทพเจษฎา
             โผอนเอาตำนานเนิ่น        ดำเนิรธรรมเทศนา
             บัญญัติบัญญาสชา          ดกเสร็จสมเด็จแสดง 
อนิรุทธคำฉันท์ 
          กวีผู้แต่งอนิรุทธคำฉันท์คือ ศรีปราชญ์ บุตรของพระมหาราชครู มีจุดมุ่งหมายในการแต่งเพื่อแสดงให้บิดาตนเห็นว่า "สามารถแต่งเรื่องให้เป็นชิ้นเป็นอันได้" เรื่องนี้ได้รับยกย่องว่า เป็นเอกในเชิงการแต่งฉันท์ เป็นตัวอย่างของการแต่งฉันท์ในสมัยหลัง เช่น สมัยรัตนโกสินทร์

          เรื่องนี้ได้เค้าเรื่องมาจากคติพราหมณ์ ตอนพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระกฤษณะ ในเรื่องอ้างว่า พระอนิรุทธเป็นพระนัดดาของพระกฤษณะวันหนึ่ง พระอนิรุทธบรรทมหลับใต้ต้นไทร พระไทรได้อุ้มพระอนิรุทธไปสมกับนางอุษา ธิดาของ  พระยายักษ์พานาสูร และถูกพระยายักษ์จับได้พระกฤษณะจึงต้องยกกองทัพมาช่วยให้รอดพ้นจากพระยายักษ์ ซึ่งไปขอร้องพระศิวะให้มาช่วยฝ่ายตน พระศิวะได้แต่ขอร้องพระกฤษณะมิให้ประหารพระยายักษ์ และพระยายักษ์ต้องยอมให้พระอนิรุทธกับนางอุษาได้ครองรักกัน เรื่องนี้มีลักษณะเป็นเรื่องเล่าเชิงนิทานนิยาย ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ การผจญภัย และจบลงด้วยความสุขสมหวัง   ตัวอย่างคำประพันธ์ที่ไพเราะ

         จึงวาดนแน่งโฉม
         อนิรุทธราชา
         นางเอาขดานมา
         บันทับทรวงก็ไห้โหย
         อ้านี้แลรูปท้าว
         อันมาชมมาชายโชย
         จำนองกระอืดโอย
         ทุกขทรวง รลวงกาม
โคลงกำสรวล 
          โคลงกำสรวลเป็นวรรณคดีโบราณที่สำคัญ มาก มีลักษณะยอดเยี่ยมหลายประการโดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำและโวหาร เนื่องจากผู้แต่งเลือกสรรคำมาแต่ง ทุกบาททุกบทล้วนมีความหมายเด่น ลึกซึ้ง สะเทือนอารมณ์ กวีผู้แต่งได้   รักษาข้อบังคับการแต่งโคลงอย่างเคร่งครัด ความดีเด่นพิเศษของวรรณคดีเรื่องนี้คือ ความคิดที่แปลกและยิ่งใหญ่ จนได้รับการยกย่องจากกวีรุ่นหลังให้เป็นแบบอย่างงานเขียนที่แสดงความคิดที่ไม่ซ้ำแบบใคร ทั้งนี้เพราะกวีทั่วๆ ไปเมื่อต้องเดินทางจากคนรัก ย่อมมีความห่วงใย จึงเลือกฝากนางไว้กับผู้ใหญ่ที่ตนแน่ใจว่าจะคุ้มครองหญิงที่รักให้ปลอดภัย แต่กวีผุ้แต่งโคลงกำสรวลกลับใช้โวหารที่แหลมคมยั่วล้อผู้ใหญ่ ตัวอย่างเช่น

              โฉมแม่จักฝากฟ้า            เกรงอินทร์ หยอกนา
        อินทรท่านเทอกเอา             สู่ฟ้า
       โฉมนางจะฝากดิน                 ดินท่าน แล้วแฮ
       ดินท่านขัดเจ้าหล้า               สู่สมสองสม

          โคลงกำสรวลเป็นแบบฉบับให้กวีในสมัยหลังเลียนแบบสำนวนโวหารในการแต่งวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศตามเสด็จลำน้ำน้อยของพระยาตรัง และโคลงนิราศนรินทร์ ของนายนรินทรธิเบศ (อิน) ตัวอย่างโคลงกำสรวลที่ มีผู้เลียนแบบมากคือ

            อยุธยายศยิ่งฟ้า               ลงดิน แลฤา
           อำนาจบุญเพรงพระ          ก่อเกื้อ
          เจดีย์ลอออินทร                ปราสาท
         ในทาบทองแล้วเนื้อ         นอกโสม
         สารนี้นุชแนบไว้               ในหมอน
         อย่าแม่อย่าควรเอา          อ่านเหล้น
         ยามนอนนาฏก์เอานอน    เป็นเพื่อน
         คืนค่ำอย่าได้เว้น             ว่างใด
บทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ 
          เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์เป็นกวีที่ยิ่งใหญ่ในสมัยอยุธยา พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐ์สุริย์วงศ์ เรียกกันทั่วไปว่า "เจ้าฟ้ากุ้ง" เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๖

          "เจ้าฟ้ากุ้ง" ทรงพระนิพนธ์บทร้อยกรองไว้หลายเรื่อง ซึ่งบทที่ได้รับยกย่องว่าดีที่สุดคือ  บทเห่เรือ ซึ่งมีความดีเด่นด้านการคิดสร้างสรรค์รูปแบบแปลกใหม่ ทรงใช้กาพย์และโคลงคู่กันคล้ายกาพย์ห่อโคลง และทรงเปลี่ยนแปลงวิธีแต่งใหม่โดยแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นตอนๆ แต่ละตอนใช้โคลง ๑ บท แล้วแต่งกาพย์เลียนความขยายความอีกจำนวนหนึ่ง แล้วจึงเริ่มต้นตอนต่อไปด้วยโคลง แล้วขยายความด้วยกาพย์ต่อไปอีกรูปแบบฉบับ เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาภัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น นอกจากนี้ บทเห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งยังใช้เห่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในปัจจุบันด้วย

          เนื้อหาของบทเห่เรือคือ การชมเรือพระที่นั่งและการเคลื่อนขบวนเรือตามลำน้ำที่มีธรรมชาติสวยงาม โดยนำมาเปรียบกับความรักนาง และความรู้สึกเป็นทุกข์ เนื่องด้วยการพรากจากนางตามธรรมเนียมของการแต่งนิราศ

          การใช้ภาษาของเจ้าฟ้ากุ้งมีความไพเราะสละสลวยจับใจ คนไทยจำนวนมากมีความซาบซึ้งและจดจำบทเห่เรือของเจ้าฟ้ากุ้งได้อย่างขึ้นใจ เช่น

       พระเสด็จโดยแดนชล
       ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
       กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย
       พายอ่อนหยับจับงามงอน

 และอีกตอนหนึ่งในบทเห่ครวญ

       ขาวสุดพุดจีบจีน
       เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์
       ทั้งวังเขาชังนัก
       แต่พี่รักเจ้าคนเดียว

          สมัยอยุธยาตอนปลาย บทละครได้รับความนิยมอย่างเห็นได้ชัดกว่าสมัยก่อนๆ ตามจดหมายเหตุของลาลูแบร์ กล่าวว่า ในกรุงศรีอยุธยา ละครเป็นมหรสพที่เล่นกันเป็นปกติ รวมทั้งโขน และระบำ

          บทละครสมัยอยุธยาเรียกกันทั่วไปว่า "บทละครครั้งกรุงเก่า" ส่วนมากไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งและปีที่แต่ง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ การเกษ (การะเกด) คาวี มโนห์รา สังข์ทอง เป็นต้น  ส่วนบทละครเรื่องดาหลัง ที่ใช้เล่นในพระบรมมหาราชวังนั้น เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทรงพระนิพนธ์และเรื่องอิเหนา เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎทรงพระนิพนธ์ทั้งสองเรื่องแต่งในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ขอบคุณที่มา สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แนวข้อสอบและเฉลย O-NET วิชาสังคมศึกษาฯ : ศาสนา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ม.3

O-NET สังคมกับครูเดช วันละข้อ (1)

เรียนภาษาไทย-ติวO-NETสังคม : ให้อิสระโรงเรียน ปลดล็อกปฏิรูปการศึกษา