จากมหา′ลัยแดกด่วน ถึงการศึกษาคุณภาพต่ำ

จากมหา′ลัยแดกด่วน ถึงการศึกษาคุณภาพต่ำ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นสพ.มติชน  

เขียนโดย ... ขุนสำราญภักดี
เมื่อ มหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ทำให้ต้องมุ่งหาเงินเป็นการใหญ่ วิธีการหาเงินที่ง่ายที่สุดคือ การเปิดหลักสูตร เปิดตลาดใหม่ ๆ ในย่านทำเลดี ๆ มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดก็บุกกรุงเทพฯ โดยแห่มาเช่าอาคารกลางกรุงเทพฯชั้นใน ยิ่งอยู่บนเส้นทางผ่านของรถไฟฟ้า ยิ่งดูด
วัน ก่อน ผมคุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ได้ความว่า ตอนนี้ มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งกำลังกระอักเลือด เพราะโดนมหาวิทยาลัยของรัฐแย่งตลาดอย่างดุเดือด
           ผลสืบเนื่องจากเมื่อมหาวิทยาลัยของรัฐออกนอกระบบ ทำให้ต้องมุ่งหาเงินเป็นการใหญ่ วิธีการหาเงินที่ง่ายที่สุดคือ การเปิดหลักสูตร เปิดตลาดใหม่ ๆ ในย่านทำเลดี ๆ
           ว่าแล้ว มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดก็บุกกรุงเทพฯ โดยแห่มาเช่าอาคารกลางกรุงเทพฯชั้นใน ยิ่งอยู่บนเส้นทางผ่านของรถไฟฟ้า ยิ่งดูดนักศึกษาได้เยอะดี
           หลายสิบมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดใหม่ แจ้งเกิดใหม่ กลางกรุงเทพฯ เปิดหลักสูตรคล้าย ๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรปริญญาเอก หลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต เอ็มบีเอ สำหรับนักบริหาร หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต และอื่น ๆ อีกมากมาย
           เดิมตลาดปริญญาโท เอ็มบีเอ ปริญญาเอก ยุคหนึ่งเป็นตลาดของมหาวิทยาลัยเอกชน แต่วันนี้ มหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะจากต่างจังหวัด เข้ามาแย่งชิงเค้กถึงกลางกรุงเทพฯ โดยใช้กลยุทธ์ตัดราคา บางแห่งให้คำมั่นสัญญาว่า จ่ายครบจบแน่ คราวนี้เลยสนุกกันใหญ่
           สอด คล้องกับ อาจารย์อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่เคยเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันการหาลำไพ่พิเศษด้วยการรับจ้างสอนนั้น กระทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการพิเศษภาคค่ำในทุกระดับ ตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอก ซึ่งเก็บค่าหน่วยกิตแพง ๆ มาจ่ายค่าสอนอัตรา "ตลาด" จนกระทั่งเกิดคำขวัญว่า "จ่ายครบจบแน่" หรือ "Mac University" (มหา′ลัยแดกด่วน) หรือ "การทำไร่เลื่อนลอย"
           อาจารย์อภิชาตหมายถึง มหาวิทยาลัยพากันไปเช่าตึก เปิดศูนย์ เปิดสาขาสอนในที่ที่มี "ตลาด" เช่น ย่านกลางเมือง หรือหัวเมืองต่าง ๆ จนกระทั่ง "ตลาดหมด" ก็ปิดตัวไปเปิดที่อื่น ๆ ต่อไป
           "ไม่แปลกเลยที่ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเคยพบว่า งานเขียนของนักศึกษาปริญญาเอกบางคน มีคุณภาพต่ำกว่างานของนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติที่ผมสอนเสียอีก" ดร.อภิชาต อาจารย์เงินเดือนหลักหมื่นที่ไม่กระโดดเข้าไปขุดทองเช่นอาจารย์ชื่อดังที่ เดินสาย ทำมาหาเงินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
           ผมเคยสำรวจค่าตอบแทนของอาจารย์ "คิวทอง" พบว่า โดยเฉลี่ยจะได้ 3 ชั่วโมง 6 พันบาท หรือชั่วโมงละ 2 พันบาท หรือมากกว่านั้นเป็นหลักหมื่น อาจารย์กลุ่มนี้ก็จะสอนไปทุกมหาวิทยาลัย ในยุคที่ชนชั้นกลางหิวกระหายปริญญา
           อาจารย์ชื่อดังที่สอนเอ็มบีเอ เคยเปิดสมุดนัดให้ผมดู พบว่าหมายนัดแน่น ยิ่งกว่าดารานักร้องชื่อดัง ไม่เคยมีเวลาว่างช่วงเย็น จดค่ำ 3 ทุ่ม ช่วงเสาร์อาทิตย์ ต้องเดินสาย นั่งเครื่องบินไปสอนเป็นว่าเล่น ทุกเที่ยวบินเช้าวันเสาร์อาทิตย์ที่สนามบินดอนเมือง จะพบอาจารย์ชื่อดังแทบจะเดินชนกัน
           อาจารย์หลายคนจะใช้เครื่องมือทำมาหากินชุดเดียว สอนได้ทั่วประเทศ คือ "power point" ที่ลงทุนทำครั้งเดียว แต่ใช้สอนได้นานเกินคุ้ม หลังจากเลกเชอร์ 3 ชั่วโมง สอนเสร็จก็รับค่าตอบแทน แล้วโบกมือ อวยพรให้ลูกค้าโชคดี มีความสุข
           ผมไม่แน่ใจว่านอกจากกระดาษหนึ่งแผ่นแล้ว คนเรียนได้อะไรกลับไป เพราะวิทยานิพนธ์ หรือสารนิพนธ์ ก็ลอกกันไปลอกกันมา ถามว่าคนเรียนปริญญาโท หรือปริญญาเอก อ่านหนังสือจบถึง 10 เล่มหรือไม่ ยังน่าสงสัย
           นักการเมืองชื่อดัง คนที่คุยว่าจบปริญญาเอก ผมฟังการให้สัมภาษณ์แล้ว ไม่พบวิธีคิดแบบปัญญาชนเลย เรื่องอย่างนี้ผมไม่โทษลูกค้า ผมโทษพวกอาจารย์มากกว่า (ครับ)
           เหลียวมาดูการศึกษาในระบบโรงเรียนยิ่งน่าห่วง จนทำให้ผมเชื่อว่า สังคมไทยไม่มีอนาคตเท่าไร หลายเดือนก่อน ผมพบงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่บอกว่า ยิ่งรัฐบาลทุ่มงบประมาณด้านการศึกษามากเท่าใด เม็ดเงินส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด ยิ่งตกกับกลุ่มชนชั้นกลาง คนรวยที่มีโอกาส และมีข่าวสารครบถ้วน
           เด็กลูกชาวบ้านจริง ๆ ที่จะผ่านจากโรงเรียนไปสู่มหาวิทยาลัยของรัฐแทบไม่มี เด็กผู้ชายก็เสียคน หล่นหายไปจากเส้นทางการศึกษา
           เด็กที่คว้าโอกาสทางการศึกษา ล้วนมาจากครอบครัวที่มีฐานะ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่ไปกวาดรางวัลโอลิมปิกวิชาการ เด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่คว้าทุนการศึกษาที่ดีที่สุดของประเทศนี้ เด็กกลุ่มนี้คือนักศึกษาในคณะที่คะแนนสูงที่สุดของมหาวิทยาลัยชั้นยอดของ ประเทศที่ชิงเก้าอี้กันเพียงไม่กี่พันคน
           แต่ปัญหาคือคนเก่งที่เป็นระดับครีมที่สุดในสังคมไทย วันหนึ่งก็ต้องไปเจอกับกุ๊ยที่ถูกเขี่ยออกจากระบบ บนถนน ถ้าใครพลาดก็โดนอีกฝ่ายหนึ่งกำจัด...ผมไม่พูดเรื่องการเมือง
           ไม่ใช่ความผิดของ "คนเก่ง" ไม่ใช่เป็นความผิดของ "กุ๊ย" แต่เป็นเพราะพวกเราร่วมกันสร้างระบบเลว ๆ นี้ขึ้นมา ด้วยมือของพวกเราเอง
           ถามว่าควรหวังอะไรจากรัฐบาลไหม ผมมีคำตอบในใจมานานแล้วว่า "ไม่"
ที่มาจาก : vchakarn.com

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรียนภาษาไทยกับครูเดช : แก้ไขอ่านเขียนไทยไม่คล่อง

แนวข้อสอบและเฉลย O-NET วิชาสังคมศึกษาฯ : ศาสนา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ม.3

เรื่องย่อหลายชีวิต : พรรณี